มีการดูแลสุขภาพอย่างไรระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งสำคัญซึ่งคุณแม่ทั้งหลายที่กำลังตั้งครรภ์ล้วนต้องการนั่นคือสุขภาพที่ดีของลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ เพื่อให้ลูกมีสุขภาพดี คุณแม่จึงจำเป็นที่จะดูแลตนเองทั้งก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างที่ตั้งครรภ์ หากมีการดูแลดีก็ย่อมส่งผลให้สุขภาพของแม่และเด็กในครรภ์ดีด้วย บทความนี้จะมากล่าวถึงวิธีในการดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่าควรทำอย่างไรบ้าง

ก่อนตั้งครรภ์ควรเตรียมพร้อมอะไรบ้าง 

ในการเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์สำหรับคนที่ต้องการจะมีบุตรนั้น ควรเตรียมพร้อมทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของคุณแม่และฝ่ายของคุณพ่อ เริ่มที่การตรวจความพร้อมด้านร่างกาย ความสมบูรณ์ สุขภาพ ซึ่งสามารถกล่าวถึงการเตรียมพร้อมก่อนที่จะตั้งครรภ์ได้ดังต่อไปนี้

  • ตรวจโรคธาลัสซีเมีย หรือก็คือโรคโลหิตจาง
  • ตรวจว่าร่างกายมีการติดเชื้อไวรัสหรือไม่ ยกตัวอย่างคือ ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส HIV 
  • การตรวจเม็ดเลือดว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ หรือที่เรียกการตรวจนี้ว่า CBC
  • ตรวจแค่เฉพาะคุณแม่ว่ามีภูมิคุ้มกันของโรคหัดเยอรมันหรือไม่

ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันในตัวคุณแม่ ให้ทำการฉีดวัคซีน เนื่องจากคุณแม่ที่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ ก็จะมีโอกาสที่ทารกซึ่งอยู่ครรภ์มรรดาเกิดการพิการ เพื่อที่จะให้ทารกในครรภ์ปลอดภัย แนะนำว่าหลังรับวัคซีนคุณแม่ควรคุมกำเนิด 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ

  • อัลตราซาวนด์มดลูกกับรังไข่
  • ตรวจการเป็นมะเร็งปากมดลูก

การออกกำลังกายที่ปลอดภัยของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

ในการออกกำลังที่สร้างความปลอดภัยให้ทั้งแม่และลูกในครรภ์นั้น มีวิธีการออกกำลังกายดังต่อไปนี้

  • การเดิน จะเสริมสร้างให้หัวใจมีความแข็งแรงมากยิ่งกว่าเดิม
  • โยคะ เป็นกิจกรรมที่เหมาะอย่างยิ่งกับคนตั้งครรภ์ เนื่องจากจะช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นขึ้น ลดอาการปวดหลัง อีกทั้งทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้นด้วย
  • การว่ายน้ำ เพราะน้ำหนักตัวของคนที่ท้องจะมากกว่าคนปกติ จึงทำให้การว่ายน้ำเป็นรูปแบบของการออกกำลังการที่สร้างความสบายให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์บุตร
  • เวทเทรนนิ่ง เป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่คุณแม่ควรระมัดระวังในเรื่องของการยกน้ำหนักที่มากจนเกินไป เนื่องจากการยกน้ำหนักมากจะส่งผลให้รู้สึกเกร็งกล้ามเนื้อ

หากคุณแม่คนไหนมีภาวะแท้งคุกคาม ช่วง 3 เดือนแรกให้งดการออกกำลังกาย เนื่องจากการแท้งบุตรมีโอกาสสูง แต่หากคุณแม่คนไหนมีภาวะคลอดก่อนกำหนด ไม่ควรออกกำลังกายตลอดที่ตั้งครรภ์


จากบทความนี้ที่กล่าวมาทั้งหมดจะทำให้รู้จักเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งต่อตัวแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และต่อตัวเด็กภายในครรภ์ เมื่อทำตามดังที่กล่าวก็จะส่งผลให้เหล่าคุณแม่ทั้งหลายมีสุขภาพร่างกายที่ดี แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ขณะตั้งครรภ์บุตร เพื่อให้ลูกออกมาแข็งแรงสมบูรณ์และมีชีวิตที่ดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Post

ตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน

ความสำคัญของการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานความสำคัญของการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แนวโน้มของผู้ที่ติดเชื้อก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเข้าทำงานของบุคคลคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในองค์กรแห่งหนึ่งแล้วนั้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานโดยไม่มีข้อหลีกเลี่ยง ซึ่งในอดีตนั้นการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานนั้นก็เป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่องค์กรทุกองค์กรนิยมปฏิบัติโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสำคัญและก่อให้เกิดผลดีต่อตัวองค์กรหรือบริษัทนั้น ๆ นั่นเองค่ะ   วัตถุประสงค์ของการตรวจสุขภาพ  สิ่งที่แน่นอนที่จะทำให้องค์กรต่าง ๆ หรือบริษัทนั้นรับรู้ถึงสภาวะของสุขภาพของพนักงานนั้นก็คือการเดินทางไปตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อตัวองค์กรและพนักงานคนอื่น ๆ ดังต่อไปนี้  ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  การตรวจหาโรคติดต่อต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไปสู่พนักงานคนอื่น ซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับโรคร้ายเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยต้องลางานหรือหยุดงาน ซึ่งมีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการทำงานภายในองค์กรที่ต้องดำเนินการประสานงาน ทำงานร่วมกันกับผู้อื่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นพนักงานเองจึงจะต้องตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานเพื่อหาเชื้อหรือโรคต่างๆที่อาจจะแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่นได้  การบริหารงานด้านการจัดสรรคน  การตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานนั้นเป็นการประเมินความเสี่ยงของการทำงานของพนักงานคนนั้น ๆ ในกรณีที่พนักงานคนนั้นไม่ได้ป่วยเป็นโรคระบาดโรคที่มีการแพร่ระบาดจากเชื้อโรคจากคนสู่คน ป่วยเพียงแค่โรคประจำตัวชนิดหนึ่ง จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารได้ทำการบริหารคนจัดสรรคนไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงานในบริเวณนั้น ๆ แน่นอนว่าในบริษัทนั้นจะมีสถานที่การทำงานในแต่ละที่นั้นก็จะมีหน้างานและลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการเป็นโรคประจำตัวอย่างเช่นภูมิแพ้หรือหอบหืดต่าง ๆ ก็ไม่ควรนำพนักงานคนนั้นไปอยู่ในที่ที่มีการทำงานที่เกี่ยวกับเศษฝุ่นละอองต่าง ๆ หรือหน้างานที่มีการออกแรงจนเกิดความเหนื่อยล้า ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของพนักงานเอง จึงควรย้ายพนักงานเหล่านี้ไปทำงานบริเวณที่เหมาะสมกับสุขภาพของพนักงานต่อไป  ประโยชน์ต่อตัวของพนักงาน  การตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานเป็นผลดีกับตัวของพนักงานเองซึ่งจะทำให้พนักงานนั้นสามารถรับรู้โรคที่ตัวเองเป็น ในกรณีที่ตนเองนั้นไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอะไร ซึ่งแท้จริงแล้วตัวเองอาจจะป่วยเป็นโรคประจำตัวชนิดหนึ่งที่อาจจะไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้ จึงเป็นการลดความเสี่ยงทั้งต่อตัวพนักงานและตัวของบริษัทเอง 

ข้าวไม่ขัดสี

หันมารับประทานข้าวไม่ขัดสี เต็มไปด้วยสารอาหารดี ๆ ป้องกันโรคได้มากกว่าเดิมหันมารับประทานข้าวไม่ขัดสี เต็มไปด้วยสารอาหารดี ๆ ป้องกันโรคได้มากกว่าเดิม

ข้าวไม่ขัดสีจะเป็นข้าวที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสีที่ทำให้ข้าวเป็นเม็ดสีขาว ซึ่งข้าวที่เป็นเม็ดสีขาวจะเป็นการเอาสารอาหารที่มีประโยชน์ออกไปอย่างมากมาย ดังนั้นข้าวไม่ขัดสีจึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างมากมายเลยทีเดียว แถมยังมีส่วนช่วยในการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะข้าวไม่ขัดสีจะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายได้เป็นอย่างดี และสามารถชะลอความชราได้อีกด้วย และคุณรู้หรือไม่ว่าการบริโภคข้าวขาวมากเกินไปจะสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ได้อีกด้วย ทำความรู้จักกับประเภทของข้าวไม่ขัดสี และประโยชน์ของข้าวไม่ขัดสี 1. ข้าวกล้อง: ข้าวกล้องจะมาพร้อมกับสรรพคุณอย่างมากมาย อีกทั้งยังมีวิตามินอยู่เป็นจำนวนมาก มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าข้าวสีขาว และยังมีส่วนช่วยในการลดไขมันและน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการป้องกันและบำบัดโรคเบาหวานได้อีกด้วย 2. ข้าวกล้องงอกสีนิล: สรรพคุณของข้าวกล้องงอกสีนิลจะอุดมไปด้วยวิตามินบีและวิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข้าวกล้องทั่วไปถึง 7 เท่า มีคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าข้าวกล้อง อีกทั้งยังเป็นข้าวที่เหมาะแก่การลดน้ำหนักอีกด้วย ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมองนั่นเอง

เตียงปรับไฟฟ้า

เตียงปรับไฟฟ้าแบบไหนเหมาะกับพื้นที่จำกัดในบ้านคุณ?เตียงปรับไฟฟ้าแบบไหนเหมาะกับพื้นที่จำกัดในบ้านคุณ?

สำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด การเลือกเตียงปรับไฟฟ้าที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องคำนึงถึงทั้งขนาด ความสะดวกสบาย และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง  วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเลือกเตียงปรับไฟฟ้าที่เหมาะกับบ้านพื้นที่จำกัด เพื่อให้คุณได้เตียงที่ไม่เพียงแค่ใช้งานได้ดี แต่ยังช่วยประหยัดพื้นที่และดูแลสุขภาพได้อย่างเต็มที่ ทำไมต้องเลือกเตียงปรับไฟฟ้าสำหรับพื้นที่จำกัด? ปัจจัยสำคัญในการเลือกเตียงปรับไฟฟ้าสำหรับพื้นที่จำกัด 1. ขนาดเตียงที่เหมาะสม สำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ควรเลือกเตียงปรับไฟฟ้าขนาดเล็กหรือขนาดกลาง เช่น ขนาดเตียงเดี่ยว (Single) หรือเตียงกึ่งเดี่ยว เพื่อให้มีพื้นที่เดินและเคลื่อนย้ายสะดวก ไม่ทำให้ห้องดูแคบเกินไป 2. ระบบพับหรือพับเก็บได้ เตียงปรับไฟฟ้าบางรุ่นมีฟังก์ชันพับเก็บหรือถอดแยกชิ้นส่วนได้ ช่วยประหยัดพื้นที่เมื่อไม่ได้ใช้งาน เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดวาง 3. โครงสร้างและวัสดุที่ไม่ใหญ่เทอะทะ เลือกเตียงที่มีโครงสร้างกระทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ยังคงแข็งแรงและปลอดภัย